สิวข้าวสาร เกิดจากอะไร และวิธีดูแลรักษาป้องกัน

ปัญหาสิวถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงเกือบทุกคนจะต้องเจอ นั่นก็เพราะว่าสิวมีปัจจัยหลายๆอย่างที่ทำให้เกิดสิวขึ้นบนใบหน้าได้ นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าแต่ละคนมีสภาพผิวที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการดูแลผิวจึงไม่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสิวนั้นก็มีอยู่ด้วยกันหลายประเภท เช่นสิวอักเสบ สิวเสี้ยน สิวหัวดำ สิวหัวช้าง สิวอุดตัน และสิวข้าวสาร และแน่นอนว่าคุณผู้หญิงทั้งหลายคงยังไม่รู้จักเจ้าสิวข้าวสารว่าคือสิวอะไร วันนี้เราจึงมีข้อมูลของสิวข้าวมาให้คุณได้ศึกษากัน ไปดูกันเลยดีกว่าว่าสิวข้าวสารจะมีสาเหตุเกิดจากอะไร และจะมีวิธีการรักษาให้สิวข้าวสารหายไปจากใบหน้าของคุณได้อย่างไร

สิวข้าวสารน่ากลัวหรือไม่ และรักษาอย่างไร 1

สาเหตุ สิวข้าวสาร

สาเหตุการเกิดสิวข้าวสารยังมีผลการพิสูจน์ออกมายังไม่ชัดเจน แต่ว่าก็จะมีการศึกษาที่ได้ค้นพบว่าสิวข้าวสารแต่ละชนิด ก็จะมีสาเหตุที่แตกต่างกันไป ซึ่งจะมีสาเหตุอะไรบ้างก็ไปดูกันเลย

1.สิวข้าวสารที่เกิดในช่วงเด็กแรกเกิด

สิวข้าสารที่เกิดในช่วงเด็กแรกเกิดถูกค้นพบว่าสามารถเกิดขึ้นได้40-50%เลยทีเดียว เพราะว่าเด็กทารกยังมีการทำงานของต่อมไขมันที่ยังมีการทำงานที่ยังไม่สามารถพัฒนาได้เต็มที่ จึงทำให้เกิดสิวข้าวสารในเด็กแรกเกิด โดยจะพบได้ที่ บริเวณลำตัวท่อนบนของเด็ก บริเวณศีรษะ จมูก ใบหน้า หรือแม้กระทั่งภายในปาก แต่สิวชนิดนี้ก็จะหายไปเองโดยใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์หลังจากเด็กคลอด

2.สิวข้าวสารที่เกิดในวัยเด็กและผู้ใหญ่

สิวข้าวสารที่เกิดในวัยเด็กและผู้ใหญ่เกิดจากการที่สร้างเส้นเคราตินที่มากเกินไปจนทำให้เกิดการสะสมเส้นใยเคราตินอยู่ในชั้นใต้ผิวหนังจึงทำให้เกิดสิว ซึ่งสิวข้าวเกิดที่เกิดในวัยนี้มักจะพบอยู่ในบริเวณอวัยวะเพศ หน้าผาก เปลือกตา และเกิดขึ้นตรงจมูกในเด็กเล็ก สิวจะหายไปเองโดยใช้เวลาม่าน และถ้าไม่หายเร็วก็จะอยู่อีกนานหลายเดือนเลยล่ะ

3.สิวข้าวสารที่เกิดในวัยรุ่น

สิวที่เกิดในช่วงวัยรุ่นจะเกิดจากสาเหตุที่ร่างกายมีภูมิต้านทานน้อย หรือไม่ก็อาจจะเกิดจากการเจ็บป่วยได้ เช่น การผิดปกติจากพันธุกรรม การเป็นมะเร็งผิวหนัง ซึ่งสิวข้าวสารจะถูกพบก็ต่อเมื่อคุณมีการแสดงอาการเกี่ยวกับการป่วยชนิดเหล่านี้

4.สิวข้าวสารที่เกิดบนบาดแผล

สาเหตุที่ทำให้เกิดสิวข้าวสารบนบาดแผล นั่นก็เป็นเพราะว่า คุณอาจจะเป็นผื่น เป็นแผลพุพอง ผิวหนังอักเสบ รวมไปถึงแผลจากการถูกเสียดสี จึงทำให้ต่อมไขมันและรูขุมอาจจะถูกรบกวน ส่งผลให้มีการทำงานผิดปกติ สิวข้าวสารจึงเกิดขึ้นได้ง่าย อาจจะถูกพบได้บ่อยบริเวณนิ้วมือและหลังมือ

5.สิวข้าวสารที่เกิดจากยา

ยาที่อาจจะทำให้เกิดสิวข้าวสารได้ ก็จะประกอบไปด้วย สเตียรอยด์ และไฮโดรควิโนน เพราะว่าการใช้ยาพวกนี้จะทำให้ผิวหนังบอบบางจึงทำให้เกิดสิวขึ้นได้ ดังนั้นใครที่ใช้ยาอะไรอยู่และเป็นสิวข้าวสาร ก็อาจจะลองปรึกษาแพทย์ดู เพื่อที่แพทย์จะได้พิจารณาเปลี่ยนยาตัวใหม่ให้นั่นเอง

6.สิวข้าวสารชนิดแบน

การที่คุณมีผิวหนังที่ติดเชื้อในบริเวณกว้าง จะทำให้เกิดสิวขึ้นได้ง่ายมากยิ่งขึ้น แต่ทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้อย่างแน่ชัด ซึ่งสิวข้าวสารชนิดนี้จะเกิดขึ้นได้ง่ายในบริเวณกราม หลังหู แก้ม และเปลือกตา โดยอาจจะเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงอายุ

7.สิวข้าวสารชนิดที่แตกได้

สิวข้าวสารชนิดนี้เป็นสิวที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่เมื่อได้เกิดขึ้นแล้วก็จะเกิดขึ้นในปริมาณที่เยอะ และยังเป็นนานกว่าสิวชนิดอื่นๆ ถ้าหากว่าสิวแตกก็จะทำให้คุณรู้สึกคัน และทำมักพบในบริเวณแขน ลำตัว และบริเวณใบหน้า

ลักษณะของสิวข้าวสาร

สิวข้าวสารจะมีลักษณะที่แตกต่างจากสิวปกติทั่วไป เพราะว่าสิวข้าวสารจะมีเป็นสิวที่เล็ก มีขาดเพียงแค่ 1-2 มิลลิเมตร จะมีความตื้นและหัวที่แข็ง ซึ่งก็จะมีสีขาวที่คล้ายกับไข่มุก ซึ่งสิวนิดนี้คนที่เป็นจะมีอาการคันร่วมด้วย หากว่าเป็นสิวข้าวสารแล้วยังไม่หายภายใน 3 เดือน ควรที่จะรีบไปพบแพทย์ทันที

วิธีรักษาสิวข้าวสาร

            ใครที่เป็นสิวข้าวสาร เราก็มีวิธีการรักษามาแนะนำกันด้วย โดยเป็นวิธีที่ทำแล้วได้ผลจริง ช่วยรักษาสิวข้าวสารได้ดีมาก ดังนั้นไปดูกันเลยว่ามีวิธีใดบ้าง

สิวข้าวสารน่ากลัวหรือไม่ และรักษาอย่างไร 2

1.ใช้ยารักษา

การใช้ยารักษาสิวข้าวสารคุณจะต้องใช้ยาชนิดเรตินอยด์และยามิโนไซคลีน เพราะว่ายาสองชนิดนี้ จะช่วยให้สิวข้าวสารนั้นลดการแพร่กระจายน้อยลง และยังช่วยรักษาสิวข้าวสารชนิดแบนให้หายเร็วยิ่งขึ้น

2.การล้างหน้าให้สะอาด

คุณควรล้างหน้าด้วยการใช้น้ำอุ่น และควรใช้สบู่ล้างหน้าเด็ก เพราะเป็นสูตรอ่อนโยนต่อผิว เมื่อคุณล้างหน้าเสร็จก็ควรที่จะซับหน้าให้แห้งอย่างอ่อนโยน และคุณควรหลีกเลี่ยงการใช้สกินแคร์ที่ผสมน้ำมัน เพราะจะยิ่งทำให้สิวนั้นอักเสบมากยิ่งขึ้น

3.กำจัดสิวด้วยวิธีทางการแพทย์

วิธีทางการแพทย์จะมีหลายวิธี เช่น การทำเลเซอร์ การลอกผิวหน้าโดยใช้สารเคมี การใช้ความร้อนจากไฟฟ้า และการใช้ความเย็นจัดเพื่อทำลายสิว ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะช่วยให้สิวหายเร็วขึ้น แต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงพอสมควร

4.การนำสิ่งอุดตันออก

หากว่าสิวข้าวารมีการแตกขึ้นมา ให้คุณนั้นรีบนำใบมีดหรือเข็มที่ทำการฆ่าเชื้อมาแล้ว นำมาสะกิดเอาหัวสิวที่อยู่ภายในออกมาให้หมด แล้วค่อยทำความสะอาด

วิธีการป้องกัน

สิวข้าวสารคงไม่มีใครอยากเป็น ดังนั้นเรามาดูวิธีป้องกันกันบ้างดีกว่า ได้แก่

1.รักษาความสะอาด

การรักษาความสะอาดของร่างกายคุณก็จะต้องมีการล้างหน้าทั้งตอนเช้าและตอนเย็น ไม่เพียงแค่การทำความสะอาดหน้าเพียงเท่านั้น คุณจะต้องอาบน้ำชำระสิ่งสกปรกออกจากร่างกายให้หมด เพราะว่าสิวข้าวสารเกิดขึ้นได้ทั้งบนใบหน้า และเกิดขึ้นบนร่างกายได้เช่นกัน

2.หลีกเลี่ยงการเกิดบาดแผล

คุณควรที่จะระวังไม่ตัวเองมีบาดแผล และเกิดการพุพองของผิวหนัง นั่นก็เป็นเพราะว่า เมื่อผิวหนังมีบาดแผล ก็จะทำให้สิ่งสกปรกเกิดขึ้นได้ง่าย และอาจจะทำให้เกิดสิวข้าวสารตามมาด้วย

3.การใช้ครีม

การใช้ครีมคุณควรที่จะเลือกใช้ครีมที่ไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว เพราะนอกจากจะไม่ทำร้ายผิวแล้ว ยังช่วยลดการเกิดของสิวได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

4.การรักษาสุขภาพ

คุณจะต้องออกกำลังกายเป็นประจำ และทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อที่จะทำให้คุณมีร่างกายที่แข็งแรง ห่างไกลจากโรคต่างๆ เพราะการที่คุณเกิดโรค จะทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายของคุณนั้นต่ำ ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นสาเหตุของการเกิดสิวข้าวสารขึ้นบนใบหน้าและลำตัวของคุณนั่นเอง

5.การใช้ยา

คุณควรจะหลีกเลี่ยงการใช้ครีมหรือใช้ยาที่มีส่วนผสมของสารสเตีรอยด์ และสารฟลูออโรยูราซิล เพราะว่าสารเหล่านี้อาจจะทำให้คุณเกิดอาการแพ้ขึ้นได้ อาจจะเป็นเพราะว่าคนบางคนมีสภาพผิวที่แตกต่างกัน  ดังนั้นคุณควรที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ชนิดนี้น่าจะดีกว่า หรือไม่ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อความปลอดภัย

เป็นอย่างไรกันบ้างกับข้อมูลของสิวข้าวสารที่ทางเราได้แนะนำคุณไป สิวข้าวสารเป็นสิวที่น่ากลัวมากๆเลยใช่ไหมล่ะ เมื่อคุณได้รู้จักวิธีการป้องกันการเกิดสิวข้าวสารไปแล้ว ก็ควรที่จะนำไปใช้เพื่อปกป้องผิวของคุณเอง แต่ถ้าหากว่าคุณกำลังเป็นสิวข้าวสารอยู่ ก็ควรจะนำวิธีการรักษาที่เราได้แนะนำคุณไปลองไปใช้รักษากันดู อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย และอาจจะเห็นผลได้ชัดเจนไม่เท่ากัน เพราะขึ้นอยู่กับสภาพผิว ดังนั้นถ้าคุณอยากหายจากการเป็นสิวข้าวสารก็ต้องใจเย็นๆค่อยๆรักษา แต่ถ้าหากว่าคุณรักษาเองมานานแล้ว แล้วสิวยังไม่หายสักที คุณก็ควรที่จะไปพบแพทย์ เผื่อแพทย์อาจจะตรวจเจอโรคแทรกซ้อนนั่นเอง